[Review] ขอวีซ่าอเมริกาที่ลอนดอน

สถานะของเราในอังกฤษตอนนี้ คือ อยู่ที่นี่ด้วยวีซ่านักเรียน
บางคนก็อาจถามว่า วีซ่านักเรียนอังกฤษ นี่ไปขอวีซ่าอเมริกาได้ด้วยเหรอ
ก็ตอบเลยว่าขอได้ เพราะไปขอมาแล้ว และผ่านด้วย (แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เล่มพาสปอร์ตคืน เลยไม่รู้ว่าได้ 10 ปีเหมือนที่ไทยหรือเปล่า แต่เท่าที่เพื่อน 2-3 คนไปขอมาก่อนหน้าเรา ก็ได้ valid 10 ปีนะ)

ประเภทวีซ่า

ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าไปอ่านรายละเอียดใน http://london.usembassy.gov/niv/index.html

เราจะขอวีซ่าแบบ Non-immigrant ซึ่งแบ่งอีกเป็นหลาย categories

ที่คุ้นเคยก็คือ B-1/B-2 ซึ่ง B-1 คือ Business Visitors/Domestic Employees ส่วน B-2 คือ Holiday/Tourism/Medical Treatment

ส่วนเรายื่นขอแบบ B-1/B-2 ไปค่ะ (ไม่ได้ระบุว่า B-1 หรือ B-2)

กรอกแบบฟอร์ม

จากนั้น เราก็ต้องเข้าไปกรอกแบบฟอร์ม DS-160 ที่ https://ceac.state.gov/genniv/ เพื่อ submit เข้าระบบเค้าไป โดยเราจะต้องอัพรูปเข้าไปด้วย

การกรอกแบบฟอร์มก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนขอวีซ่าทั่วๆ ไปค่ะ ทำงาน หรือเรียนอะไร บ้านอยู่ที่ไหน มีเพื่อนหรือญาติอยู่ US มั้ย ไปทำอะไร พักกี่วัน ฯลฯ

ขณะที่สมัครนี้เราเป็น resident ของอังกฤษอยู่ เราก็กรอกชื่อที่อยู่เบอร์โทรทุกอย่างเป็นของอังกฤษทั้งหมด แล้วเราก็ใส่ชื่อที่อยู่ของเพื่อนที่เรียนอยู่ที่ US ไปด้วย เพื่อเป็นบุคคลอ้างอิง

รูปถ่าย

ที่ทุกคนกังวลน่าจะเป็นเรื่องรูปถ่าย เคยได้ยินมานานแล้วว่ารูปถ่ายวีซ่าอเมริกาต้องเปิดหู

แต่พอเข้าไปดูข้อกำหนดในเว็บ เค้าไม่มีเขียนเรื่องต้องเปิดหูเลยนะ แต่เพื่อความชัวร์ เราก็ทัดหูถ่ายรูปไป โดยที่เราถ่ายรูปเองล่ะ ใช้กล้องถ่ายรูปตั้งเวลาถ่าย เปิดแฟลชอัด

ลิงค์นี้คือข้อกำหนดรูปถ่าย http://travel.state.gov/content/visas/english/general/photos.html

อธิบายได้ว่า

  • เป็นรูปสี ขนาด 2″ x 2″ (51 mm x 51 mm)
  • พิมพ์บนกระดาษที่ได้คุณภาพ (Photo quality paper)
  • ขนาดของศีรษะ (คางถึงบนสุดของหัว) อยู่ที่ 22 mm – 25 mm
  • ถ่ายภายใน 6 เดือน
  • ฉากหลังเป็นสีขาว หรือสีอ่อน
  • หน้ามองตรง
  • สีหน้าปกติ เปิดตามองตรง
  • ใส่ชุดธรรมดา ไม่ใช่เครื่องแบบ ยกเว้นเครื่องแบบทางศาสนาที่ใส่ทุกวัน
  • ห้ามใส่หมวก หรืออะไรปิดผม ยกเว้นเหตุผลทางศาสนา
  • ห้ามใส่หูฟัง หรือบลูทูธ
  • ใส่เครื่องช่วยฟัง หรือแว่นสายตาได้ แต่ต้องเป็นเลนส์ใส และในภาพห้ามมีแสงสะท้อนบนแว่น หรือกรอบแว่นบังตา
  • ห้ามแต่งรูป

อ่านจบก็… ไม่เห็นมีบอกเลยให้เปิดหู

อ้อ.. ในลิงค์ดังกล่าว เค้ามี tool ช่วยตัดรูปด้วยนะ คืออัพโหลดรูปขึ้นไป แล้วเค้าก็จะมีเฟรมหน้าให้ ว่าหน้าต้องไม่เล็กใหญ่เกินนี้ เอียงซ้ายเอียงขวามั้ย

พอได้ไฟล์รูปที่ต้องการแล้ว เราก็อัพโหลดรูปไปพร้อมกับแบบฟอร์มของเราค่ะ (ขนาดรูป 600 x 600 pixel) ทางระบบเค้าจะตรวจสอบรูป แล้วบอกว่าผ่านหรือเปล่าด้วยนะ

ของเราตอนแรกไม่ผ่าน เพราะ.. มีเงาตกบริเวณตา คือ ไม่ได้เปิดแฟลช

ก็เลยถ่ายใหม่ คราวนี้เปิดแฟลช ผ่านแน่นอน ปรากฎว่า…

ก็เลยพยายามจัดกล้องให้ตรง แต่มันไม่ได้ ด้วยตำแหน่งของชั้นวาง ฯลฯ ก็เลยใช้โฟโต้ช็อปคลุงช่วยซะเลย ถึงแม้เค้าจะบอกว่าห้ามรีทัชก็เหอะ เราก็ไม่ได้รีทัชอะไรบนหน้าเราเลยนะ แค่เอาเงาข้างหลังออก พออัพไปครั้งสุดท้าย ในที่สุดก็ผ่าน

เอารูปมาลงนี่พลีชีพมาก ถ่ายตอนกลางคืน ยังไม่ได้อาบน้ำ หน้าไม่แต่ง ครีมไม่ทา หน้าสดของจริง ฮือ แล้วที่ถ่ายเองนี่ไม่ใช่อะไรนะ คืองก

เพราะถ่ายรูปที่นี่ตั้ง 5 ปอนด์แน่ะ – -” แถมได้แค่ 4 รูปเอง ถ้าถ่ายแบบวีซ่าอเมริกา คราวที่แล้วไปถ่ายมาครั้งนึงตอนทำเชงเก้น คือ เกร็งมาก ไหนจะกดปุ่มถ่าย ไหนจะเกร็งตำแหน่งหัว เพลีย

พอเรียบร้อย เราก็ปริ๊นท์รูปออกมาเอง ใส่ photo paper ชนิด glossy ให้ออกมาเหมือนเวลาไปถ่ายมาจากตู้ถ่ายรูป

นัดสัมภาษณ์

พออัพโหลดแบบฟอร์มไปเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องไปนัดเวลาสัมภาษณ์ที่ https://ais.usvisa-info.com/en-gb/niv โดยกรอกหมายเลขแบบฟอร์มของเราเข้าไป เพื่อยืนยัน

ตอนเราเข้าไปเลือกวันสัมภาษณ์รู้สึกว่าวันที่นัดได้เร็วสุดจะประมาณ 10 วันถัดไป ช่วงเวลาจะมีให้เลือก จ-ศ และช่วงเวลาเช้าเท่านั้น ถ้าจำไม่ผิดจะ 8:00-10:00 มั้ง คือจะมีเวลาให้เลือกเป็นช่วง 15 นาที เช่น 8:15, 8:30, 8:45, …

เราก็แน่นอน เลือก 10:00 อันสุดท้ายเลย เพราะต้องนั่งรถไฟจากลีดส์ไปลอนดอนสองชั่วโมง

แล้วเค้าก็จะมีขั้นตอนให้จ่ายเงิน กับเลือกว่าจะให้พาสปอร์ตไปส่งที่ไหน ตอนแรกเค้าจะให้เราเลือกก่อนว่าจะไปรับพาสปอร์ตที่ศูนย์ไหน (ฟรี) คือหนึ่งเมืองจะมีหนึ่งศูนย์ ซึ่งศูนย์ที่ลีดส์นี่ไกลมาก นั่งแท็กซี่ไปรับเล่มพาสปอร์ตคงแพงมาก แต่ในขั้นตอนนี้ให้เราเลือกๆ ไปก่อน

ค่าใช้จ่ายในการทำวีซ่า £100 ค่ะ หักบัตรเดบิต

พอจ่ายร้อยปอนด์ไปเสร็จ เค้าจะถามว่า รับบริการส่งเล่มพาสปอร์ตถึงบ้านเพิ่มมั้ย

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก $30 อ่ะ ก็โอเค จ่ายผ่านบัตรเดบิตอีกรอบ ซึ่งครั้งนี้จะโดนค่าธรรมเนียมธนาคารด้วย คือเวลาจ่ายเงินเป็นสกุลต่างประเทศ (ไม่ใช่ £) เค้าจะมี Non-sterling purchase fee £1.00 (คิดทุกทรานแสคชั่น) และ Non-sterling transaction fee อีก 2.99% ซึ่งรอบนี้ $30 คิดเป็นเงินปอนด์ £17.37 ($30) + £1.00(purchase fee) + £0.53 (Transaction fee) รวมเป็น £18.90 คือ ค่าส่งพาสปอร์ตมาที่บ้าน (แพงมากกกกกกกกกก)

เตรียมเอกสารอื่นๆ

การยื่นขอวีซ่าอเมริกาแบบ B-1 ไม่มีบอกว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง แต่เค้าบอกว่า ให้เตรียมเอกสารตามที่คุณคิดว่าจะ support การขอวีซ่าของคุณ (คือให้คิดเองนั่นแหละ) ส่วน B-2 ถ้าจะไปทำการรักษาตัว ก็ให้มีใบรับรองแพทย์ ใบนั่นนู่นนี่ (ไม่ได้อ่านละเอียด)

ของเรา เราก็เลยเตรียม

  • Bank Statements ย้อนหลัง 3 เดือน พร้อมประทับตราจากธนาคาร
  • หนังสือรับรองการเป็นนักเรียนจากมหาลัย
  • ใบจองโรงแรมจาก Booking.com (ยกเลิกได้ฟรี)
  • สำเนาพาสปอร์ต
  • สำเนาบัตรนักเรียน
  • รูปถ่ายที่ปริ๊นท์ไปอย่างสวยงาม
  • ใบนัดเวลาสัมภาษณ์ และ ใบ Confirm การยื่นแบบฟอร์มวีซ่า (2 ใบนี้ต้องเอาไป)
  • พาสปอร์ตตัวจริง (ห้ามลืมเด็ดขาดดดด)

วันสัมภาษณ์

The US Embassy, London ตั้งอยู่ที่ 24 Grosvenor Square, London, W1A 2LQ (ในเว็บสถานทูตเค้าบอกว่าถ้าจะหา location ให้ใช้ postcode นี้)

นั่งรถไฟรอบ 06:40 ออกจาก Leeds ไปถึง London King’s Cross เวลา 08:51

จากแผนที่แล้ว ลง Bond Street น่าจะใกล้สุด เราก็นั่ง tube สาย Victoria จาก King’s Cross ไปลง Oxford Circus แล้วเปลี่ยนไป Central Line เพื่อลง Bond Street

พอถึง Oxford Circus ปุ๊ป ก็เดินไปเปลี่ยนสาย ขึ้นรถไฟแล้วถึงเห็นว่ามันมีป้ายติดอยู่ในสถานีว่า สถานี Bond Street ปิดปรับปรุง ให้เดินไปแทน อ้าว… เออไม่เป็นไร ลง Marble Arch ก็ได้

สรุปว่า ก็ไปลง Marble Arch นะ เดินมาไม่ไกล ก็ถึงเลย ใหญ่โตอลังการมาก ธงนานาชาติล้อมรอบสถานทูต (ไม่ได้ถ่ายรูปมา มัวแต่ช็อค)

เราไปถึงสถานทูตประมาณ 09:25  (อ้างอิงเวลาจากการเช็คอินใน 4sq อิอิ)

ที่หน้าสถานทูต มีคนต่อคิวยาวมากกกก 2 แถวขนานกัน เราก็ไม่รู้ว่ามันต่างกันยังไง ตอนแรกนึกว่า เค้าคงตัดเป็นสองแถวเพื่อไม่ให้มันยาวมาก มารู้ทีหลังว่า ต้องต่อแถวซ้ายก่อน เพื่อไปตรวจเอกสาร และเช็คชื่อว่านัดไว้หรือเปล่า แล้วค่อยไปต่อแถวขวา เพื่อต่อคิวตรวจ security เพื่อเข้าไปด้านในสถานทูต ซึ่งโชคดีมากที่ตอนแรกต่อแถวซ้ายไปแบบงงๆ

ระหว่างต่อแถว ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาขอดูพาสปอร์ต ใบนัดเวลา และใบคอนเฟิร์ม รวมถึงจะมีคนมาแจกถุงใสๆ พอถามว่าเอาไว้ใส่อะไร เค้าก็บอกว่า ให้ใส่มือถือ นาฬิกา เข็มขัด และโลหะในกระเป๋า เราก็เอามือถือ ถอดนาฬิกา เอา mobile booster สายชาร์จ กระเป๋าตังค์ ใส่ไว้ในถุงใส พอถึงจุดตรวจ security จริงๆ ก็ไม่มีอะไรเลย เอาถุงใส กระเป๋า เอกสาร วางในถาด แล้วก็ผ่านเครื่องสแกน จบ ง่ายมาก อ้อ ที่นี่ห้ามเอา laptop เข้านะคะ

พอผ่านจุดซีเคียวริตี้ ก็เดินตามป้าย เข้าประตูไป มีเจ้าหน้าที่ reception นั่งอยู่ที่ counter ก็ยื่นเอกสารให้เค้า เค้าจะปริ๊นท์สติ๊กเกอร์มาสามแผ่น เป็นหมายเลขประจำตัวของเรา (ของเรา N 340) แล้วเราก็เข้าไปนั่งด้านในเพื่อรอเรียก (เราเข้าตึกไปตอน 09:49 อ้างอิงจากเวลาที่ปริ๊นท์บนบัตรค่ะ สรุปคือใช้เวลาด้านหน้าประมาณ 25 นาทีก่อนเข้ามาด้านใน)

ด้านในเค้าติดป้ายว่าห้ามถ่ายรูปค่ะ แล้วก็ห้ามใช้โทรศัพท์ที่จุด Interview window

ด้านในจะเป็นห้องนั่งรถใหญ่ๆ มีเก้าอี้เป็นแพๆ คนเยอะแยะมากมาย ด้านหน้าของห้องมีหน้าจออันใหญ่ๆ เพื่อบอกหมายเลขคิวที่เรียก และมีจุดขายของเล็กๆ คือ ขายชากาแฟ ขนมกุบกิบ แล้วก็แซนวิช ด้วยความที่ข้าพเจ้าหิวมาก เลยไปซื้อแซนวิชที่ไม่มีป้ายราคาติด.. โดนไป £3 สวัสดีค่ะ

ส่วนด้านขวามือของห้อง จะเป็นเคาน์เตอร์ห้องกระจก เหมือนแคชเชียร์ บขส. อะ พูดไม่ถูก 55 จะเป็นคอกๆ กั้น เค้าเรียกว่า window 1-11 แล้วก็จะมีอีกโซนนึงต้องเดินเข้าซอยผ่านหน้าห้องน้ำไป อันนี้จะเป็น window 12-25

ห้องน้ำมีแยก ญ ช และ disable มีตู้กดน้ำดื่มหน้าห้องน้ำ (นี่ก็นั่งคอแห้งไปตั้งนาน ไม่รู้ว่ามีตู้กดน้ำ ไม่อยากซื้อน้ำเพิ่มเนื่องจากโดนแซนวิชไปแล้ว 3 ปอนด์)

เราโดนเรียกรอบแรกตอนประมาณ 10:50 (คือนั่งรอชั่วโมงนึง) ไปถึงเค้าก็ให้ยื่นเอกสาร คือแค่ใบนัดเวลากับใบคอนเฟิร์มยื่นแบบฟอร์มและพาสปอร์ตตัวจริงแค่นี้ ไม่ได้ขอเอกสารอย่างอื่นเพิ่ม เค้าก็พิมพ์ๆ แล้วก็อ่านๆ แล้วก็ถามว่าไปทำอะไร ตอนนี้เป็น student visa ที่นี่ใช่มั้ย อะ.. สแกนนิ้ว สี่นิ้วด้านซ้าย สี่นิ้วด้านขวา นิ้วโป้งซ้าย แล้วก็นิ้วโป้งขวา คุยกันแค่ 2 นาทีก็เสร็จละ

เสร็จแล้วเค้าก็ยื่นสติ๊กเกอร์หมายเลขคืนมาให้เราอันนึง แล้วบอกว่ากลับไปนั่งรอเรียกอีกครั้ง

เราสังเกตว่า ตอนที่นั่งรอรอบแรก หมายเลขมันจะสลับๆ แต่มันจะมีอันที่เรียงกัน เช่น N301, N259, N263, N302, N303, V179, N246, N304

คือ พวกรหัส N301-N304 เนี่ย คือพวกที่รอเรียกรอบแรก จะเรียกตามลำดับ ส่วน N259,N263,N246 พวกนี้คือรอเรียบรอบสอง ซึ่งแล้วแต่คนเลยว่า จะโดนเรียกก่อนเรียกหลัง ส่วน V179 นี่ไม่รู้ว่าอะไรเหมือนกัน คงเป็นวีซ่าอีกประเภทนึง ซึ่งไม่ค่อยมีคนรหัส V กับ รหัส I เท่าไหร่

คนเรียกรอบแรก จะให้ไปที่หน้าต่าง 1-11 ส่วนรอบสองจะเป็นหน้าต่าง 12-25

เพราะฉะนั้น ตอนรอเรียกรอบแรก ของเราเลข N340 ก็นั่งรอดูได้เลยว่าใกล้หรือยัง คือกะเวลาได้ ไปเข้าห้องน้ำได้ แต่พอรอบสองคือ มันแล้วแต่คนจริงๆ ว่าได้เร็วได้ช้า

ของเราจัดว่าช้ามากกก กว่าจะได้รอบสอง เพราะว่าเราเห็นว่ารหัสของคนที่เรียกรอบสอง มีเรียกไปถึง N410 แล้ว แต่เรายังไม่ได้เลย TT

เราโดนเรียกรอบสองประมาณ 11:45 (รออีกหนึ่งชั่วโมง) ให้ไป window 22 ไปถึงเค้าก็ถามว่า ตอนนี้เป็นนักเรียนใช่มั้ย (yes) จะไปที่ไหน (San Francisco) ไปทำอะไร (to visit my friend) ไปนานแค่ไหน (1 week) ไปคนเดียวเหรอ (No, my friend is studying in the US, so we will meet there) แล้วเค้าก็บอกว่า Ok. Your visa has been approved. Please wait for your passport to be delivered. It takes about 3 or 4 working days, which should be on next Thursday or Friday. จบ บายย เทคแคร์ สวัสดี

สรุป process

1. ต่อคิวด้านนอก เพื่อตรวจเอกสารและผ่าน security ใช้เวลา 25 นาที

2. เข้ามาด้านใน นั่งรอเพื่อยื่นเอกสาร ใช้เวลา 1 ชั่วโมง

3. นั่งรอการตรวจสอบเพื่อฟังผลว่าผ่านรึเปล่า ใช้เวลา 1 ชั่วโมง

4. รอพาสปอร์ตมาส่งที่บ้าน ใช้เวลา 3-4 วันทำการ

หมายเหตุ กรณีของเราคือไม่โดนขอดูเอกสารอะไรเลยสักอย่าง (ใช้แค่ใบนัดเวลากับใบคอนเฟิร์มแบบฟอร์มและพาสปอร์ตตัวจริงแค่นั้น) แต่เพื่อนเราโดนขอดูใบรับรองเป็นนักเรียนและรูปถ่ายนะจ๊ะ เพราะฉะนั้น เราสรุปให้ไม่ได้จริงๆ ว่าเค้าจะขอดูอะไรเพิ่มบ้างมั้ย

ทั้งหมดก็ประมาณนี้นะ ตอนนี้ก็รอพาสปอร์ตมาส่ง หวังว่าน่าจะได้ 10 ปีนะ ไว้เดี๋ยวมาอัพเดทอีกที 🙂

[อัพเดท] 8/5/14

วันศุกร์ที่ 2 ไปทำวีซ่า
วันพุธที่ 7 ได้อีเมล์แจ้งส่งพาสปอร์ต
วันพฤหัสที่ 8 ได้รับพาสปอร์ตตอนเที่ยงๆ

พี่คนส่งของเค้าโทรมา ให้ลงไปรับของ พร้อมเอา id ยืนยันตัวเองด้วย เราก็เลยหยิบบัตรนักเรียนลงไปยืนยัน พี่เค้าก็แซวว่านามสกุลยาวมากกก (คือพี่เค้าต้องพิมพ์นามสกุลคนรับของลงในเครื่อง handheld) สงสารคนส่งของทุกครั้งเลย 555555

สรุปว่าได้วีซ่าสิบปีค่ะ แถมออกจากลอนดอนด้วย เท่สุดๆ 😀

รูปถ่ายออกมาก็ไม่แย่นะ คงเพราะเป็นขาวดำด้วยล่ะมั้ง 😛

 

31 thoughts on “[Review] ขอวีซ่าอเมริกาที่ลอนดอน

  1. เพิ่มเติมให้นะ

    1.สำหรับตูนการขอที่อังกฤษน่าจะง่ายกว่าที่ไทยด้วยซ้ำ เพราะมีสถานะเป็น International Student อยู่ที่นั่น ซึ่งเท่าที่ผ่านมาไม่น่ามีใครโดดวีซ่า หรือถึงมีก็น้อยมากกกกก ฉะนั้นน่าจะเป็นเหมือนแค่ขอพอเป็นพิธี ไม่ได้ตรวจอะไรจริงจัง

    2.เรื่องรูปถ่ายที่ต้องเปิดหูคือข้อกำหนดที่เมื่อก่อนใช้เจ้าหน้าที่เป็นคนตรวจรูปถ่าย เหมือนว่าป้องกันการตัดต่อรูป แต่ตอนนี้พอสามารถอัพโหลดเข้าเว็บสถานทูตได้ ข้อกำหนดนี้จึงตกไป

    เรื่องการรีทัชก็สามารถปรับแสงปรับนู่นนี่ได้เต็มที่ ปรับองศาได้ แต่ห้ามทำการตัดส่วนหนึ่งส่วนใดของใบหน้า หรือห้ามเอาอะไรมาใส่เพิ่ม

    3.เรื่องเอกสาร ถ้าเป็นที่ไทยควรจะมีหลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน, ทรานสคริปต์ แล้วก็จดหมายเชิญจากคนรู้จักที่นู่น แต่พอเป็นที่อังกฤษ หลักฐานเท่านั้นคือเหลือเฟือแล้ว

    ป.ล.ค่าส่งพาสปอร์ตโคตรรรรแพง
    ป.ล.2 แกจะใช้รูปนั้นติดวีซ่าแกไป 10 ปีจริงๆเหรอ!?! 555555

    • ตอบนะ
      1. เราก็คิดว่างั้น เพราะกลับไทยไปช่วงว่างงานไปขอคงไม่ดี หรือถ้าทำงานแล้ว ก็ต้องลางานไปขอ ก็ไม่ดีอีกเช่นกัน เรื่องคือมีคนบอกว่า เพื่อนเป็นนักเรียนไปขอแล้วโดน reject แต่นั่นมันเหตุการณ์เกือบสิบปีที่แล้ว เลยมาอัพเดทให้ฟังในบล็อก
      2. ขอบคุณความรู้เรื่องประวัติการใช้รูปฮะ อย่างนี้นี่เอง แต่เราก็ play safe น่ะ เห็นบอกห้าม adjust ก็เลยปรับแค่แสงกับเงานั่นแหละ คือเรานึกถึงร้านถ่ายรูปบางร้านที่ไทยที่รีทัชจนหน้าเปลี่ยนน่ะ ก็เลยไม่ทำเลยดีกว่า
      3. เห็นคนที่ไทยไปทำ เค้าก็ขอดูแค่จดหมายรับรองการทำงานกับ bank statements นะ
      ป.ล. วีซ่าทุกอันในพาสปอร์ตหน้าแย่หมดอะ ไปถ่ายที่ร้านที่ไทยหน้าเลวทุกอัน เราว่าอันนี้ก็ไม่แย่มากนะ 555555

  2. ขอสอบถามหน่อยนะคะ พอดีหนูได้วีซ่าท่องเที่ยวที่อังกฤษมา 6 เดือนค่ะ แล้วเพิ่งรู้ว่าน้าจะเดินทางไปเที่ยวเมกา แล้วอยากไปด้วย เลยอยากสอบถามหน่อยว่า
    1. วีซ่าท่องเที่ยวของหนูจะสามารถไปขอวีซ่าเมกาได้มั้ยคะ
    2. ถ้าขอได้ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างคะคือยังเป็นนักศึกษาที่ไทยอยู่ แล้วเอกสารของคุณพ่อคุณแม่ต้องใช้มั้ยคะ
    3. แล้วเวลากรอกที่อยู่ต้องใส่ที่อยู่ไหนเหรอคะ คือว่าถ้าไปเที่ยวเมกาแล้วก็จะกลับมาอยู่ที่อังกฤษต่อ แล้วค่อยกลับไทย
    4. น้าที่อยู่อังกฤษได้ citizen ที่นู่น สามารถเป็นสปอนเซอร์ได้หรือเปล่าคะ

    ขอบคุณมากค่ะ 🙂

    • วีซ่าท่องเที่ยวขอไม่ได้ค่ะ ต้องขอที่ประเทศไทย
      ควรเตรียมเอกสารรับรองจากสถานศึกษาไปค่ะ แล้วก็ถ้ากรอกไปว่าพ่อแม่เป็นสปอนเซอร์ ก็เตรียมหลักฐานการเงินของเค้าไว้ด้วยค่ะ

      ขอวีซ่าอเมริกาที่ไทยก็เร็วค่ะ 3-4 วัน ก็ได้พาสปอร์ตคืนเหมือนกัน 😉

      • สวัสดีค่ะ ขอคำแนะนำหน่อยนะค่ะ ตอนนี้มีวีซ่าทำงานที่อังกฤษ แล้วจะขอวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกาได้ไหมมั้ยคะ ขอบคุณค่ะ…

      • “คิดว่า” ได้ค่ะ เพราะน่าจะเคสเดียวกับถือวีซ่านักเรียน 🙂

  3. อยากทราบสถานที่ถ่ายรูปในลอนดอนคะ พอดีจำเป็นต้องใช้ เพิ่งมาใหม่ ไม่ทราบว่ามีที่ไหนบ้าง ขอบคุณคะ

    • ตู้ถ่ายรูปมีได้ทั่วไปทุกที่เลยค่ะ ตามซุปเปอร์ หรือห้างน่าจะมีหมด เราไม่ได้อาศัยอยู่ในลอนดอนค่ะตอบไม่ได้จริงๆ ลองถามคน local ใกล้ๆ บ้านดูนะคะ

    • ตอนนี้ที่สถานทูตอเมริกาในลอนดอน มีตู้ 2 ตู้สำหรับถ่ายภาพวีซ่าตั้งอยู่ในสถานที่ยื่นเอกสารและสัมภาษณ์เลยค่ะ ถ่ายออกมามี 4 รูปต่อ 1 แผ่น ราคาแผ่นละ 7 ปอนด์ค่ะ

      • ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อมูลอัปเดต ^^ ตอนนี้เราไม่ได้อยู่อังกฤษแล้ว ฮือ

  4. ขอโทษนะคะ ขออนุญาติถามเรื่อง เงินใน Bank Statement นี่ตอนยื่นไปเท่าไหร่หรอคะ พอดีอยากทราบว่า ต้องมีประมาณไหน ถึงจะ secured . แล้วก็ ถ้าใช้ statement จากไทยเป็นบัญชีผู้ปกครองสปอนเซอร์ ได้มั้ยคะ

    • จำไม่ได้แล้วอะค่ะ แต่ตอนคำนวณขอวีซ่าเชงเก้น เค้าจะใช้หลักค่าใช้จ่าย 50 ปอนด์ ต่อวันค่ะ ไม่รวมค่าโรงแรม ของเมกานี่ไม่แน่ใจ เค้าไม่ได้ขอเราดู statement ด้วยอะค่ะ

      ถ้าใช้ statement จากไทยที่เป็นบัญชีผู้ปกครอง ในกรณีที่เค้าขอดู คือ ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และต้องมีเอกสารรับรองว่าความเป็นผู้ปกครองด้วยนะคะ

  5. มีเพื่อนส่งลิงค์มาให้ ขอรบกวนสอบถามหน่อยค่ะว่า ตอนนี้อยู่อังกฤษ มาด้วยวีซ่า family visit visa 6 เดือน มาเยื่ยมคุณแม่ หากต้องการขอวีซ่าท่องเที่ยวไปอเมริกา สามารถขอที่นี่ได้มั้ยคะ รบกวนขอคำแนะนำด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

    • คิดว่าขอไม่ได้นะคะ เพราะ family visit ก็น่าจะเป็นประเภทคล้ายๆ กับ tourists น่ะค่ะ เพื่อความมั่นใจลองส่ง e-mail ไปถาม US Embassy London อีกทีนะคะ 🙂

  6. สวัสดีค่ะ เราขอถามนิดนึงนะคะ ณ ตอนที่สมัครวีซ่าอเมริกา วีซ่าที่อังกฤษเหลืออยู่เกิน 90 วันมั้ยคะ? คือของเราเหลือแค่สองเดือนกว่าๆเอง เลยอยากรบกวนถาม ขอบคุณค่ะ

    • ณ วันที่ไปทำ ของเราเหลือเกินค่า ยังไงลองโทรถามสถานทูตอีกทีน้า

      • ยังไงขอบคุณมากนะคะสำหรับข้อมูลดีๆ เราส่งเมลไปถามแล้วล่ะ ก็รอคำตอบลุ้นๆอยู่ค่ะ ขอบคุณอีกทีค่ะ 🙂

      • รบกวนสอบถามคุณ waipatหน่อยคะ ในกรณีนี้ ส่งเมล์ไปแล้ว สถาทูตว่าไงบ้างคะa

  7. สอบถามหน่อยคะ
    ไม่ต้องยื่นตั๋วเครื่องบินใช่ไหมคะ??

  8. ใบจองโรงแรมยกเลิกตอนที่กับมาจากทำวีซ่เลยรึป่าวคะ

  9. สอบถามหน่อยค่ะตอน appointment ไม่ต้องเสียค่าจองหรือซื้อ pin เหมือนเมืองไทยใช่ป่ะค่ะ ห
    เพราะกำลังจะขอจากออสเตรเลียเหมือนกันและก็ไม่เห็นมีใครพูดถึงเรื่องนี้อ่ะค่ะ

  10. สวัสดีค่า พอดีเรียนอยู่อังกฤษ มีแพลนจะไปเที่ยวอเมริกาช่วงหยุดอีสเตอร์ค่ะ
    อยากทราบเรื่อง bank statement ว่าเป็นบัญชี saving ได้ไหมคะ หรือต้อง current อย่างเดียว พอดีเงินหลักๆปกติจะเก็บไว้ใน saving น่ะค่ะ โอนเข้า current แค่พอใช้ต่อเดือน

    แล้วก็หลังจากยกเลิกที่พักกับ booking ก็คือได้เงินคืนเต็มจำนวนใช่ไหมคะ

    รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆค่า

    • ตอนขอวีซ่าอเมริกา เค้าไม่ดู Bank Statements ค่ะ แต่ส่วนใหญ่เวลาขอวีซ่าเค้าจะดู Current มากกว่า Saving ค่ะ ถ้าเพื่อความชัวร์ก็โอนออกมาที่ Saving ก่อน แต่ถ้าไม่อยากทำอย่างนั้น ก็ต้องยื่นทั้งสองบัญชีไปพร้อมกันค่ะ

      ส่วน booking.com เราจองแบบที่ไม่ต้องเสียเงินน่ะค่ะ แบบที่ไปจ่ายวันเข้าพัก แต่ถ้าจองแบบเสียเงินไปแล้วก็ต้องดูเงื่อนไขในการจองนั้นๆ ว่า refund ได้รึเปล่าค่ะ

  11. ถ้าถือ visa short term study ของ uk สามารถไปยื่นขอวีซ่า อเมริกาได้ป่าวคะ

    • เท่าที่เราเข้าใจคือไม่ได้นะคะ แต่อย่างไรลองสอบถามไปทางสถานทูตอีกทีเพื่อความแน่ใจได้ค่ะ

  12. รบกวนถามครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่อังกฤษและได้วีช่าท่องเที่ยว 2 ปี ผมกับแฟนผมแต่งงาน และ จดทะเบียนที่อังกฤษกันแล้ว และอยากไปเที่ยวเมกา ไม่แนใจผมจะขอวีช่าไปเที่ยว เมกาจะได้มั้ยครับ
    แฟนผมเป็นคนอังกฤษและทำงานราชการที่นี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s