[Review] เที่ยวไทเปคนเดียว งงๆ 5 วัน 4 คืน ตอนที่ 1

เราเคยไปไต้หวันแล้วครั้งนึงเมื่อปี 2013 ไปแค่ 2 วัน 1 คืนเองตอนนั้น ไปช่วยถ่ายทำงาน Computex ซึ่งเป็นงานรวมเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์/โทรศัพท์ชื่อดังที่จัดในไต้หวัน

ตอนนั้นไปแบบมีสปอนเซอร์ ก็ไม่ได้เดินทางไปไหนเอง มีทีมงานพาไป ซึ่งจุดที่ไปเท่าที่จำได้ก็คือ Taipei 101 ตึกที่สูงที่สุดในไต้หวันและ Din Tai Fung ร้านเสี่ยวหลงเปาชื่อดังนั่นเอง

สำหรับ 2 วัน 1 คืน และทำงานด้วย ได้ไปแค่นั้นก็คือเต็มที่แล้ว

ทีนี้เพื่อนไต้หวันที่รู้จักกันตอนเรียน ป.โทที่อังกฤษ เค้ากำลังจะแต่งงาน เค้าเลยเชิญเราไปด้วย จริงๆ เค้าไม่ได้เชิญใครเยอะ แต่เราได้รับเชิญเพราะเราอัพเดทชีวิตรักเค้ามาตลอดตั้งแต่เค้าเริ่มคบกัน (สายเผือก)

ตอนที่ได้รับแจ้งข่าวก็ประมาณเดือน 9 เดือน 10 ของปี 2016 โดยเพื่อนจะแต่งงานเดือน 5 ปี 2017 เราก็ตั้งหน้าตั้งตารอสอยตั๋วโปร เพราะจริงๆ มันก็แค่อีก 8-9 เดือนเท่านั้นเอง รอแล้วรอเล่า ก็มีโปรไทเปมาเรื่อยๆ นะ แต่ระยะเวลาเดินทางจะไม่เกินสิ้นเดือนมีนาทั้งนั้นเลย ไม่มีโปรไหนที่ครอบคลุมเดือนพฤษภาเลย คงเพราะเป็นช่วงพีคมั้ง

จนกระทั่งเดือนพฤศจิ ก็มีโปรของ Nokscoot ออกมาที่ระยะเวลาเดินทางครอบคลุมถึงเดือนพฤษภา แต่ให้ตายเถอะ เวลาขากลับของ Nokscoot ไม่ดีเลย ไฟลท์ขากลับนั้น ออกจากไทเป 09:35 น. คือเราต้องออกจากที่พักเช้ามาก เราก็เลยชั่งใจว่าเราจะไม่ซื้อไปเลย รอโปรของเจ้าอื่นๆ ไปเลยทีเดียว หรือว่าจะซื้อขาไปขาเดียว แล้วขากลับรอลุ้นราคาของไทเกอร์แอร์

เราลงเอยด้วยการซื้อตั๋ว Nokscoot ขาไปขาเดียวก่อน ไม่ซื้อน้ำหนักด้วย (เปรี้ยวสุด) 2,690 บาท ได้มาวันที่ 17 พฤษภา ออกจากดอนเมือง 02:40 ถึงไทเป 07:30 ดูจากเวลาแล้วก็ไม่น่าได้นอน แต่ก็เอาเถอะ

จากนั้นช่วงกลางเดือนธันวา โปรของไทเกอร์แอร์ไต้หวันก็ออกมาค่ะ ได้มาที่ราคา 2,004.05 บาท กลับวันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภา ออกจากไทเป 15:35 ถึงดอนเมือง 18:20 เวลาดีใช้ได้

พอได้ตั๋วราคาดีแล้วเราก็ลืมเลือนไป แต่ ณ ตอนนั้นเราก็เช็คพวก China Air ก็อยู่ที่ 9 พันเป็นขั้นต่ำแล้ว เราก็เลยสบายใจว่าได้ตั๋วถูกละล่ะ

จากนั้นชีวิตก็มรสุมหลายอย่างจนลืมจองโรงแรมไป รู้ตัวอีกทีก็เดือนเมษาละ ก็มานั่งจองที่พัก จองเป็นโฮสเทลทั้งหมด ตอนนั้นพลาดนิดหน่อยที่ดูจาก booking.com อย่างเดียว เราเลยได้โฮสเทลที่ Sun Moon Lake แบบไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แต่มีที่นี่ที่เดียวที่ยังไม่เต็ม สุดท้ายตอนช่วงใกล้ๆ จะไป เรานึกได้เลยลองเช็คจาก Hostelworld.com ก็เออ มีอีกหลายที่ที่ยังไม่เต็มนี่หว่า แต่โฮสเทลพวกนั้นไม่ได้ไปลิสต์ใน booking.com

ช่วงก่อนเดินทาง เราก็เพิ่งสำเหนียกว่า ไม่โหลดกระเป๋าคงไม่ไหว ไหนจะกระเป๋าเครื่องสำอาง รองเท้าส้นสูงที่จะใส่ไปงาน ของขวัญต่างๆ ของฝากเพื่อนๆ อีก ก็เลยซื้อน้ำหนักกระเป๋าของ Nokscoot เพิ่ม แต่ซื้อผ่านเว็บไม่ได้ ไม่รู้ทำไม เลยต้องโทรหาคอลเซ็นเตอร์เค้า ส่วน Tigerair เราก็ Manage Booking ผ่านเว็บไม่ได้ มันเขียนว่า Interline Booking ให้ติดต่อ  Call Center ซึ่งเราลอง Manage ผ่านแอพดูก็ทำได้นะ แต่จ่ายเงินไม่ได้ สุดท้ายโง่เอง เพราะมันเป็นไทเกอร์แอร์ไต้หวัน ต้อง Manage Booking ผ่านเว็บของไทเกอร์แอร์ไต้หวันเลย ทำผ่านเว็บกลางไม่ได้ (แต่ตอนซื้อทำไมซื้อผ่านเว็บกลางได้ว้าา) ส่วนเรื่องที่จ่ายเงินผ่านแอพไม่ได้ ก็น่าจะเป็นเพราะแอพมันลิงก์กะ Payment Gateway ของไทยไม่ได้มั้ง เพราะตอนที่จ่ายเงินผ่านเว็บบน Desktop เสร็จเรียบร้อยนี่มีขึ้นรายการชำระเงินไม่สำเร็จเป็นสิบรายการเลย

————————————————-

สรุปค่าใช้จ่ายเราแลกเงินที่สนามบินเพราะไม่มีเวลาจริงๆ เลยแลกมาที่เรต 1.30 นะคะ คือแพงมากๆๆๆ แต่โนช้อยส์แล้ว T_T เรทแพงกว่ารูดบัตรเครดิตอี๊กกกก

ค่าตั๋วเครื่องบิน 6,479.22 บาท แบ่งเป็น

  • ขาไป Nokscoot 2,690 + กระเป๋า 20kg 900 บาท รวม 3,590 บาท
  • ขากลับ TigerAir Taiwan 2,004.05 + กระเป๋า 20kg 885.17 บาท รวม 2,889.67 บาท

ค่าที่พัก 4 คืน NT2,700 คิดเป็น 3,510 บาท

  • ไทเป: Apartment 10F คืนละ NT550 จำนวน 2 คืน รวม NT1,100
  • ไถจง: Shin Sei Bashi Hotel 1 คืน NT700
  • Sun Moon Lake: Yue Lake Backpackers Hostel 1 คืน NT900 (โฮสเทลนี้ส่งเมลมาหาเราให้เรา Deposit ก่อน 50% โดยตัดบัตรเครดิตผ่านลิงก์ที่เค้าส่งมาให้ก่อนด้วย เพราะบอกว่าเพราะเราจองจาก booking.com คงเพราะมีคนจองแล้วแคนเซิลเยอะ เราตรวจสอบลิงก์ที่เค้าส่งมาแล้วก็เหมือนเป็นเว็บเอเจนต์จองที่พักชื่อดังของไต้หวัน ก็เลยโอเค กดชำระเงินไป)

ค่าเดินทางในไต้หวัน NT1,616 = 2,100 บาท

ค่าของกิน NT1,769 = 2,300 บาท

ค่าของฝากของจุกจิก NT1,555 = 2,021.50 บาท

รวมทั้งหมด ทริปนี้ประมาณ 1ุ7,000 บาทนั่นเอง (มีบางส่วนที่เราจดไม่หมด)

————————————————-

วันแรก – 17 MAY 2017

ช่วงเดือนม.ค. มีอีเมลจาก Nokscoot มาว่าไฟลท์เปลี่ยนเวลา จาก 02:40 เป็น 02:15 เราก็โอเครับทราบ พอมาถึงสนามบินห้าทุ่ม ก็เจอป้ายไฟลท์ดีเลย์เลย ดีเลย์จาก 02:15 เป็น 03:55 ค่าา ร้องไห้หนักมาก โชคดีที่เลาจ์ King Power ที่ดอนเมืองเปิดแล้ว เราเลยไปนั่งหลับอยู่ในเลาจ์ซักพักนึง ทรมาณมาก เพราะจริงๆ เป็นคนนอนยาก นอนบนเครื่องไม่ได้อยู่แล้ว นี่เรียกว่าคงไม่ได้นอนแน่ๆ

ขึ้นมาบนเครื่องก็ไม่สนใจอะไรใดๆ ใส่ผ้าปิดตาแล้วข่มตานอนค่ะ ถามว่าหลับมั้ย ก็หลับๆ ตื่นๆ นะ ทรมาณได้ใจ วันนั้นแลนดิ้งประมาณ 08:30 เวลาไต้หวันได้

ก่อนผ่าน ตม. ก็เป็นช่วงน่าหงุดหงิดใจเหมือนเดิม ผู้คน(ไทย)เดินกันเกะกะชักช้า แม้เราไม่ได้รีบ แต่ก็รู้สึกทุกอย่างเกะกะไปหมด (เป็นคนนิสัยไม่ดีน่ะ)

ผ่าน ตม. ไปได้อย่างไม่มีอะไร ก็นับว่าโชคดีเพราะนี่ไม่ได้เตรียมเอกสารอะไรไปเลย แค่แคปหน้าจอโรงแรม ไฟลท์ขากลับ และอีเวนต์แต่งงานของเพื่อนไว้เฉยๆ เพราะตอนเช็คอินขาไป พนง.สายการบินถามว่ามีไฟลท์ขากลับมั้ย ก็เลยบอกว่ามีจองขากลับไว้สายการบินอื่น (คือ หลายๆ เคส ถ้าเค้าดูแล้วว่าเราจะไปเป็นโรบินฮู้ดหรือไปขายตัว หรือแบบมีโอกาสถูกส่งกลับ สายการบินสามารถปฏิเสธไม่ให้เราขึ้นเครื่องได้นะ แต่พนักงานไม่ค่อยเสี่ยงมีเรื่องกับลูกค้าหรอก)

เรื่องซิมการ์ดเค้าบอกว่าที่สนามบินมีขายหลายค่าย ก็ลองดูกันไปนะ แต่เราใช้ Sim2Fly ซิมเดิม แค่ซื้อแพ็คเกจเติมไป ตอนนั้นโปรโมชั่นอยู่ 299 ได้ 8GB สบายแฮ (อ่านรีวิว Sim2Fly ได้ที่นี่)

ที่พักของเรา Apartment 10F อยู่ติดสถานี Taipei Main Station เลย วิธีการเดินทางเลยง่ายแสนง่าย นั่ง Airport MRT ตรงไปที่สถานี Taipei Main Station เลยค่ะ ณ จุดนี้เรายังไม่ซื้อบัตร EasyCard เพราะว่าถ้าซื้อที่สถานีรถไฟใต้ดิน มันจะมีลายเดียว เป็นลาย Default ถ้าอยากได้ลายน่ารักๆ ต้องไปซื้อที่ 7-11 ดังนั้น ครั้งนี้เราก็ซื้อตั๋วแบบ Single Trip หยอดตู้ออกมา

พอถึงสถานี Taipei Main Station แล้วเราก็เพิ่งได้รู้ว่าที่พักของเรามันอยู่ใกล้ส่วนของ Airport MRT  คืออีสถานีเนี้ย มันใหญ่โตมากๆๆ รวมทุกอย่างของการเดินทางไว้ ทั้ง Airport MRT (รถไฟใต้ดินออกจากแอร์พอร์ตเข้าเมือง), MRT (รถไฟใต้ดินวิ่งในเมือง), TRA (รถไฟบนดิน วิ่งไปทั่วประเทศ), THSR (รถไฟความเร็วสูง อารมณ์ชินกังเซ็น) ตอนจองเราก็แค่คิดว่า เออจองใกล้สถานีหลัก เวลาจะไปไหน ก็จะได้ง่ายๆ (ยังไม่ได้วางแผนเที่ยว ไม่ได้ศึกษาข้อมูลอะไรเท่าไหร่ เพราะไม่มีเวลา) พอถึงเวลาจริง ตอนเดินทางมาจาก Airport MRT คือเดินใกล้มากจริง แต่ตอนจะเข้าเมือง จะไปลง MRT สายสีน้ำเงิน คือเดินไกลมากกกกกกก ประมาณ 15 นาทีได้ อยากจะร้องไห้ คุณขา ก่อนจะจองที่พัก ดูให้ละเอียดนะคะ ว่าที่พักอยู่ทิศไหนของสถานี

Apartment 10F อยู่ใกล้ทางออก Y17 แต่ขึ้นที่ทางออก Y13 จะดีกว่าเพราะมีบันไดเลื่อน ส่วน Y17 ไม่มี ข้างนอกไม่มีป้ายอะไรเลย มีโต๊ะลุงยามอยู่หนึ่งคอก ไม่ต้องคุยอะไรกะลุง ให้กดลิฟต์ขึ้นมาชั้น 10 ได้เลย

ที่วงกลมไว้คือตึกทางเข้าไปสู่อพาร์ทเมนท์ของเรา อยู่ตรงหน้าทางออก Y17 พอดีเป๊ะ

รอบนี้จริงๆ เราไม่ได้กะเขียนรีวิวอะไร เลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปที่พักมา พอเช็คอินเสร็จแล้วเค้าก็ให้เราฝากกระเป๋าแล้วบอกว่าเข้าได้ตอนบ่ายสาม เราเลยขอเค้าล้างหน้าแปรงฟันแต่งหน้าก่อน เค้าก็ให้เราใช้ห้องน้ำได้ตามสบาย พอเรียบร้อยแล้วเราก็ออกมาเดินที่ถนนด้านหลังที่พัก มีของกินเจ้าอร่อยคือ Pepper Bun เป็นซาลาเปาใส้เนื้ออบโอ่ง ลูกละ NT35 เรากินแล้วก็ว่าแป้งอร่อยดี แต่ไม่ค่อยอินกับใส้มันเท่าไหร่ แล้วก็มีร้านบะหมี่ตรงนั้น ก็จิ้มๆ สั่งๆ เป็นบะหมี่หน้าเนื้อหรือหมูไม่รู้ 555 หวานๆ อร่อยดี

ท้องอิ่มแล้วก็เดินไปเซเว่นเพื่อเลือกลาย EasyCard ที่ชอบ มีลายโดเรมอน One Piece อะไรงี้ด้วยนะ แต่สุดท้าย เราเลือกลายการ์ตูนอันนี้มา เห็นมันเป็นรูปเมืองไทเป น่ารักดี

เราตั้งใจจะไป Taipei Zoo กับขึ้นกอนโดล่าไปยอดเขา Maokong ตรงนั้น แต่เราไปถึงสถานี Taipei Zoo (นั่ง MRT) ก็ประมาณบ่ายโมงกว่าแล้ว เราก็เลือกขึ้นกระเช้าก่อน ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ เราต่อคิวเอากระเช้า Crystal คือพื้นมันจะใสๆ ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะถึงสถานี Maokong ยอดบนสุด

ด้านบนก็จะมีร้านชาเต็มไปหมด คำว่า Maokong แปลว่าไม่มีแมว เค้าบอกว่าบนยอดเขาเนี้ยไม่มีแมวเลย เลยชื่อ Maokong แต่ของขายบนนี้เป็นลายแมวเต็มไปหมด เออย้อนแยงดีเหมือนกัน

เราก็เดินไปเรื่อยเปื่อย กินชา ซื้อไอติม แรนด้อม ไม่มีอะไรแนะนำ ไม่ได้อ่านรีวิวอะไรไป แล้วก็เดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จนถึง Tea Center เหมือนเป็นศูนย์สนับสนุนการปลูกชาของเกษตรกร เข้าชมฟรี มีบอกขั้นตอนและสาธิตการชงชา ตอนเราไปคนเดียวเค้าเลยไม่ได้สนใจอะไรเรา เราก็เลยแค่เดินดูนิทรรศการแล้วก็กินชาฟรี(ที่ให้กดเอง) ไม่ได้ดูชงชา เพราะเค้าไม่โชว์เรา แล้วเราก็กลับลงมา

กว่าจะกลับลงมาถึงข้างล่างก็เกือบห้าโมงแล้ว เราก็เลยไม่ได้เข้าสวนสัตว์ เรานั่ง MRT ไป Ximending ต่อ การเดินทางที่นี่ง่าย เพราะใช้ Google Maps เสิร์ชเอาได้เลย แล้วก็ขึ้นรถไฟตามนั้นไปเลย แถมใช้ EasyCard แปะเอาแปะเอา ซึ่งเติมเงินได้ง่ายๆ ที่ 7-11 ถ้าขี้เกียจไปเติมที่ตู้ เพราะเราก็หาตู้เติมไม่เจอ เลยเติมที่เซเว่นตลอด โถ

Ximending ก็คือตลาดกลางคืนชื่อดัง มีร้านแบรนด์เนมเสื้อผ้าเยอะแยะเลย รองเท้าอีกมากมาย คนไทยส่วนใหญ่ก็จะมาเดินช็อปปิ้งที่นี่แหละ แต่เรามาหาของกินอร่อยๆ ดูตามรีวิวคนไทยแล้วก็เลยกินมันฝรั่งอบ ราดชีส คือเลี่ยนมาก บอกเลย ไม่มีครั้งที่สองแน่นอน

ชีสเลี่ยนมาก แต่ตัวมันฝรั่งก็อร่อยดี

ของกินตรงนั้นไม่ค่อยถูกใจเรา เราเหนื่อยๆ เพลียๆ ก็เลยกลับมาที่พัก ซื้อสลัดผักจากเซเว่นมานั่งกิน จนพนักงานที่โฮสเทลบอกว่ายูเฮลที่จัง 5555 คือ เราอยากกินผักอะ อาหารยูนี่หาผักกินยากมากเลย ทั้งวันยังไม่ได้กินผักเลยจ้า

โฮสเทลที่นี่ห้องกว้าง และสะอาดมาก ถ้าไม่ติดเรื่องเดินไกล MRT เราแนะนำเลย

วันที่สอง – 18 MAY 2017

ตอนเช้าเรามีนัดกะเพื่อนที่เรียนอยู่ที่นี่ เพื่อนนัดไปที่วัดหลงซาน สถานี Longshan Temple ห่างจากเราไปแค่ 3 สถานีเอง แต่พี่ขา กว่าจะเดินจากที่พักไปถึง MRT สายสีน้ำเงินได้นี่จั๊กกะแร้เปียก เพลียใจกะการดูโลเคชั่นของตัวเอง

วัดนี้เค้าก็เป็นวัดใหญ่อะนะ คนส่วนใหญ่ก็จะมาไหว้พระขอพรอะไรกัน ส่วนเรามาเพื่อกิน เพื่อนบอกร้านหมูกรอบอร่อย

พอไปถึงปรากฏว่าร้านปิดจ้า วันนั้นเหมือนเป็นวันซ้อมรบของไต้หวันพอดี ช่วง 13:30 ถ้าอยู่บนถนน ตำรวจหรือทหารเค้าจะต้อนเราไปหลบภัย อะไรแบบนั้นเลย คนไต้หวันเค้าก็เตือนมาว่าช่วงนั้นให้อยู่ indoor อย่าเดินไปเดินมาข้างนอก จะได้ไม่ต้องลำบาก ไรงี้ เรากะเพื่อนก็เลยคาดกันว่า เพราะมันจะยุ่งยาก ร้านหลายๆ ร้านเค้าก็เลยปิดไปซะเลย

สุดท้ายเราก็เพื่อนก็เลยแรนด้อมเข้าร้านอะไรก็ไม่รู้แถวนั้นไป แต่ปรากฏว่าอร่อยอะ เป็นซุปก้อนเนื้อปลา กับขนมแป้งๆ ราดน้ำซอสสีน้ำตาล เออ ถูกด้วยอร่อยด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเท่าไหร่ มัวแต่เม้ามอย
>>Location<<

ถ้าถามว่ามันเรียกว่าอะไรก็ตอบไม่ได้ แต่อร่อยดี ขอให้ลอง ใส่จิ๊กโฉ่ในซุปปลานิดนึง หู้ยยย อร่อย นี่ก็อปมาจาก Google Maps รีวิวเยอะด้วย สงสัยจะดัง

กินข้าวเรียบร้อยก็แยกย้าย วันนี้เราตั้งใจจะไปหมู่บ้านแมว Houtong Village กับ Jiufen วิธีการคือนั่งรถไฟแบบธรรมดาไปนั่นเอง ก็เสิร์ช Google Maps เลยจ้า ลง Houtong Village มันจะมีขบวนที่ไปถึงตรงเลย กับขบวนที่ต้องไปเปลี่ยนที่ Ruifang ก็ลองดูนะ ขึ้นอยู่กับเวลา ส่วนใหญ่เป็นรถไฟแบบโลคอล ใช้เวลาประมาณ 50-60 นาที จาก Taipei Main Station

พอถึงสถานีรถไฟ Houtong แล้วก็จะสัมผัสความเป็นทาสแมวได้ตั้งแต่ก้าวออกจากประตูรถไฟมา ทั้งกระบะทรายแมว ของเล่นแมว รูปแมวต่างๆ เต็มไปหมด มีแผนที่ให้ดูด้วยแต่ดูไม่ค่อยออก ง่ายๆ คือโซนที่จะเดินแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งบ้าน/ภูเขา กับฝั่งที่เป็นพลาซ่า ตรงกลางเป็นสถานีรถไฟ เราเลือกไปฝั่งบ้าน/ภูเขาก่อน มีรูทให้เดินไปได้เรื่อยๆ เป็นบ้านคนบ้าง ร้านขายของบ้าง เจอแมวเต็มไปหมดระหว่างทาง ส่วนใหญ่เป็นแมวเลี้ยง มีปลอกคอ มีแค่บางตัวที่เราดูแล้วว่าไม่มีเจ้าของเพราะสภาพเขรอะไปหมด แต่ส่วนใหญ่จะสภาพดี ข้างล่างคือรูปแมวฝั่งหมู่บ้าน

แถม คลิปแมวน้วย

พอเดินฝั่งบ้าน/ภูเขาเสร็จ หรือเดินจนพอใจแล้ว เราก็ข้ามมาฝั่งพลาซ่า ซึ่งก็มีร้านอาหารและร้านขายของ รวมถึงสวนรถไฟ พิพิธภัณฑ์ และสะพานทางรถไฟสายเก่าด้วย เราข้ามมาฝั่งนี้ก็ประมาณเกือบบ่ายโมงพอดีก็หิวข้าวเลยแรนด้อมเข้าร้านบะหมี่ร้านนึง หูยพี่เจ้าของร้านใจดีมาก เป็นผู้ชาย พูดภาษาอังกฤษดีมากๆ อธิบายเราชัดเจนหมดเลย ตั้งแต่ให้เลือกเส้นบะหมี่ ว่าจะเลือกเป็นเส้นบะหมี่ไข่ เส้นหมี่ขาว เกี๊ยว อะไรไม่รู้มี 4-5 อย่างอะ แล้วก็หน้าของมัน ว่าจะเลือกเนื้อ เลือกซีฟู้ด หรือมังสวิรัต เราเลือกเกี๊ยวหูแมว (Cat Ear) คือเป็นแป้งเกี๊ยวปั้นเป็นรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ น้ำซุปแบบมังสวิรัต ซึ่งอร่อยกว่าที่เราคิดมากๆๆ เลย

ข้างล่างคือรูปแมวฝั่งพลาซ่า

เราอยู่ในร้านช่วง 13:30 พอดี ที่เค้าบอกว่ามีซ้อมรบ ซึ่งในโทรศัพท์ของเราก็มี Alert ขึ้นมาเลยตามรูป เท่าที่เราอ่านในข่าวคือเค้าซ้อมการส่งข่าวผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ถึงประชาชน อะไรแบบนี้เลยนะ แล้วข้างนอกร้านก็มีเสียงประกาศอะไรก็ไม่รู้ แต่เราชะโงกออกไปดู ทุกคนเดินไปเดินมาแบบปกติมาก 555 คงเพราะเป็นเมืองเล็กๆ อะ เลยไม่มีอะไร

กินเสร็จแล้วก็ไปเดินตรงทางรถไฟ ข้ามไปอีกฝั่งนึง ซึ่งเป็นเหมืองแร่เก่า เข้าไปชมได้ แต่เราไม่เข้า เรานั่งชมวิวข้างหน้าแทน ละก็คุยกะลุงป้าตรงนั้น เค้าพูดจีนได้อย่างเดียว ส่วนเราได้แบบงูๆ ปลาๆ แต่ก็พอคุยกันรู้เรื่องนะ ว่าเรามาจากไทย เรามาคนเดียว ลุงก็บอกว่าอันตรายนะ สวยๆ แบบนี้ด้วย ป้าก็ถามว่าเพื่อนล่ะ เราก็ตอบว่าไม่มีเพื่อน 555 คือหมายถึงไม่มีเพื่อนมาด้วย แต่พูดไม่เป็น พูดได้แค่ “เหมยโหย่วเผิงโหย่ว” = “I don’t have friends” โถ้ ฟังดูน่าสงสารไปอีก ลุงกับป้าก็เข้าใจแบบเดียวกันแหละว่ามาคนเดียว แต่ก็ขำเหมือนกับเราที่พูดว่าไม่มีเพื่อน 55555 ก็สนุกดีนะ

houtong5

ทางรถไฟสายเก่า

houtong6

เจ้าเหมียวนี่กำลังจะขโมยของกินคุณป้า เราก็นั่งดูอยู่จนป้ารู้ตัว ^^ ก็เลยได้นั่งคุยกะป้ากะลุงต่อ

เมื่อเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปจิ่วเฟินต่อเลย โดยไปขึ้นรถบัสที่สถานี Ruifang นั่นแหละ ซึ่งอยู่ห่างจาก Houtong แค่สถานีเดียว

ที่สถานี Ruifang มีความน่ากลัวอยู่คือจะมี Visitor Information บู๊ทเล็กๆ อยู่ในสถานีซึ่งคนเยอะมากเราก็เลยขึ้เกียจถาม พอเดินออกมาหน้าสถานีรถไฟ ก็มีแท็กซี่คอยเรียกตลอด ซึ่งราคาเหมาไปจิ่วเฟินจำได้ว่าหลายร้อยอยู่เราเลยไม่เอา เราก็เลยเสิร์ชจนเจอว่าต้องขึ้นรถบัสตรงไหน คือป้ายตรงหน้าสถานี เป็นป้ายที่่จะมาลงตอนขากลับนะ ส่วนตอนจะไปต้องไปขึ้นอีกจุดนึง ซึ่งก็มีบอกในป้ายตรงนั้นแหละ แต่เรามองไม่เห็นเอง โง่มาก ถามคนตรงนั้นเค้าก็ไม่รู้ เออ 5555 เสียเวลางมไปนานพอดู

ป้ายบอกเส้นทางไปขึ้นรถไปจิ่วเฟิน

จริงๆ เราไม่ได้อินกับจิ่วเฟินมาก เพราะไม่เคยดู Spirited Away (น่าอายจุง 5555) แต่ก็พบว่ามันสวยดีแหละ ของกินก็แบบ อยากกินทุกร้านเลย แต่มาคนเดียวคงไม่ไหว น่าสงสาร เราได้กินชาเย็นที่นี่สองร้าน (Cold Brew ไม่ใส่น้ำตาล/นม) ก็รสชาติต่างกันอยู่ ราคาก็ต่าง 555 แล้วก็กินบัวลอยไต้หวันร้าน QQ เราก็เพิ่งรู้ว่ามันดัง นี่แรนด้อมทุกอย่าง 55555

jiufen1

มุมบังคับของจิ่วเฟิน

jiufen2

นานๆ ทีมีรูปตัวเอง

jiufen3

บัวลอยอร่อยยย

jiufen4

ชอบชาแบบนี้มากกกก

อันนี้อีกร้าน แพงกว่า ขวดใหญ่กว่า

ความพีคตอนกลับคือ ป้ายรถเมล์ขากลับ ก็ไม่ใช่จุดเดียวกะที่เราลง เราก็ดันไปนั่งรอตรงป้ายนั้นตั้งนาน เห็นคนนั่งรอเยอะ ก็นึกว่านั่งรอรถเมล์กัน -_- สักพักนึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่ละ เลยเสิร์ชแมป ละลองเดินวนๆ ดู จนเจอป้ายรถเมล์สำหรับขึ้นขากลับ

ความพีคคือ ขามานั่งสาย 788 มา (เป็นรถเมล์ขนาดปกติ) ราคา NT15 แต่ขากลับนั่งสาย 1062 เป็นรถใหญ่ขนาดรถบัส ราคา NT29 ร้องไห้หนักมาก คือ 1062 เนี่ย สามารถนั่งยาวไปลงถึงไทเปได้เลย แต่เราเป็นคนเมารถบัส เลยอยากเลือกที่จะนั่งรถไฟกลับมากกว่า นั่นแหละค่ะ ตอนขาลงถึงรู้ว่า หู้ว ราคามันต่างกัน

พอถึงที่พักแล้ว เราก็ตัดสินใจว่าคืนนี้จะไปเดินตลาด Ningxia Night Market อยู่ห่างจากที่พักไปประมาณ 600 เมตร คนเยอะอยู่ แต่ก็เศร้าเหมือนเดิม เพราะอยากกินทุกอย่าง แต่ซื้อไม่ได้ทุกอย่าง ทั้งคิวที่เยอะ และคิดว่ากินไม่หมดแน่ๆ 555 สุดท้ายได้กินแป้งใส้ต้นหอมทอด (อร่อย) กับหมูพันต้นหอมย่าง (ไม่อร่อย) และสเต๊กหมูราดซอสฮันนี่มัสตาร์ด (ไม่อร่อย 555)

ningxia1

ตลาด Ningxia คนแน่นอยู่

ningxia3

แป้งทอดใส้ต้นหอม อร่อยมากกกกกกก

ningxia2

หมูพันต้นหอม ไม่อร่อย

ningxia4

สเต๊กหมูราดฮันนี่มัสตาร์ด ไม่อร่อย

ด้วยความที่กินแต่อะไรเลี่ยนๆ ตอนขากลับเราเลยซื้อสลัดผักมาจากเซเว่นอีกแล้วจ้า แต่พอถึงที่พักเราก็รู้สึกว่าอิ่มละ เลยแช่ตู้เย็นไว้กินพรุ่งนี้เช้าละกัน

สำหรับวันที่ 3 ที่ไถจงกับ Rainbow Village และวันที่ 4 Sun Moon Lake ขอแยกไว้เป็นตอนที่ 2 ละกันน้า รู้สึกว่ายาวมากกกกกก และรูปเยอะมากจริงงง ❤❤❤

2 thoughts on “[Review] เที่ยวไทเปคนเดียว งงๆ 5 วัน 4 คืน ตอนที่ 1

  1. ตอนนั้นเรากินมันบดราดชีสแล้วชอบมากเลยนะ ยังคิดอยู่เลยว่าชีสอร่อยแบบเบาๆดี ไม่เลี่ยน

    สงสัยรสชาติแต่ละวันไม่เหมือนกัน

    • เราว่ามันท่วมไปอะ แต่เลเวลความเลี่ยนของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอะนะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s